Menu

“Singularity” จินตนาการกำลังจะเป็นจริง

หนังสือเรื่อง “The Singularity is Near” ของ Ray Kurzweil ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมากมายในการคาดการณ์ของเขา ซึ่งในปีก่อนหน้าที่ Apple จะเปิดตัว iPhone นั้น Kurzweil ได้จินตนาการถึงโลกที่มนุษย์และคอมพิวเตอร์สามารถหลอมรวมกันได้ ซึ่งความสามารถที่ถูกปลดล็อกนี้หลายคนคงได้เห็นในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์มาแล้วบ่อยครั้ง

สำหรับตัว Kurzweil แล้ว นิตยสาร Forbes ได้ยกย่องเขาว่าเป็น “สุดยอดเครื่องจักรนักคิด” หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal เรียกเขาว่า “จอมอัจฉริยะผู้ไม่เคยหลับใหล” และ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ยกย่องว่า “เขาคือผู้ทำนายอนาคตคนสำคัญที่สุดของโลก”

การอ้างเหตุผลของ Kurzweil ทำให้มีเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น โดยเขาชี้ให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ความก้าวหน้าเหล่านั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ได้อย่างสิ้นเชิง หรือที่เรียกว่า “Singularity” นอกจากนี้เขายังคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูงจะสามารถผสานกับเทคโนโลยีอื่นๆ ได้ อย่างเช่น เทคโนโลยีทางชีวภาพ, นาโนเทคโนโลยี และหุ่นยนต์

ทุกวันนี้ความคิดของ Kurzweil ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอีกต่อไป เมื่อ DeepMind ของ Google สามารถชนะแชมป์โลกเซียนโกะอย่าง Lee sedol ได้แล้ว และ Watson ของ IBM สามารถขยายขอบเขตในด้านการแพทย์ การวางแผนด้านการเงิน และแม้แต่การทำอาหาร นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเกิดขึ้นภายในปี 2020 (ซึ่งมันเริ่มได้เกิดขึ้นจริงแล้วในวันนี้) เช่นเดียวกับที่ Kurzweil ได้คาดการณ์ไว้ว่า เทคโนโลยีจะเร่งพัฒนาได้เร็วกว่าที่เคยเป็นมา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ 1: We’re Going Beyond Moore’s Law

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้รับการผลักดันโดยกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ซึ่งเป็นคำทำนายที่โด่งดังของ Gordon Moore ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ที่ว่าจำนวนทรานซิสเตอร์ในไมโครชิพจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 18 เดือน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือขนาดของทรานซิสเตอร์จะลดลงเท่าตัวในทุกๆ ช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งในตอนแรกๆเราอาจจะยังไม่เห็นว่ามันฉลาดเท่าไรนัก แต่เมื่อคิดทบต้นไปเรื่อยๆจะพบว่าความฉลาดมีมากขึ้นแบบทวีคูณจนมนุษย์เราตามไม่ทัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ที่เคยมีขนาดเท่ากับตู้เย็นกลับมีขนาดเล็กลงเท่ากับอุปกรณ์ที่เราสามารถถือไว้ได้ด้วยฝ่ามือของเรา

ปัจจุบันเรากำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางทฤษฎี ซึ่งทฤษฎีที่มีอยู่เดิมจะใช้ไม่ได้แล้ว แต่ทฤษฎีในระดับอะตอมกำลังจะถูกนำออกมาจากห้อง LAB เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ ทำให้สักวันหนึ่งทรานซิสเตอร์ก็จะมีขนาดเล็กลงจนแทบจะเท่ากับอะตอม ซึ่งเมื่อมีขนาดเล็กลงถึงขนาดนั้น ปรากฏการณ์ทางควอนตัมจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน ความหมายคือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็กลงมากจนถึงขนาดที่ทำให้ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักการเดิมได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม Kurzweil ได้ชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้วพัฒนาการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (microprocessors) เป็นกระบวนทัศน์ลำดับที่ห้าของการประมวลผลข้อมูล ที่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีก่อนหน้านี้ อย่างเช่น รีเลย์กลไฟฟ้า (electromechanical relays), หลอดสุญญากาศ และทรานซิสเตอร์ นอกจากนี้เขายังระบุด้วยว่าจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปก็ถือว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมในการวัดประสิทธิภาพ

และปรากฎว่าสิ่งที่เขาเคยพูดไว้นั้น เกิดขึ้นจริงและถูกต้อง ในขณะที่กระบวนการอัดตัวทรานซิสเตอร์บนแผ่นซิลิคอนกำลังจะชะลอตัวลง แต่ก็ได้มีการหาวิธีการที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม เช่น การคำนวณด้วยควอนตัม (quantum computing), ชิปแบบระบบประสาท และการซ้อนภาพ 3 มิติ (3D stacking) ที่เราสามารถคาดการณ์ความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดดได้อย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ 2: Robots Are Doing Human Jobs

หุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมรุ่นแรก ได้เข้าร่วมในสายการผลิตของ GM เมื่อปี 1962 ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อชิ้นส่วนของรถยนต์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาระบบอัตโนมัติได้เข้ามาสู่ชีวิตของมนุษย์เราอย่างเงียบๆ เริ่มตั้งแต่เครื่อง ATM ในปี 1970 จนกระทั้งเครื่องดูดฝุ่น Roomba ในปี 2002 ที่ได้แสดงให้เห็นว่าเครื่องจักรกำลังทำงานให้กับมนุษย์มากขึ้น

หุ่นยนต์ อย่างเช่น Baxter และ Sawyer สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย และสามารถเรียนรู้งานใหม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที นอกจากนี้หุ่นยนต์ทหารกำลังเป็นที่นิยมในสนามรบและทหารกำลังพัฒนาความเชื่อมโยงกับพวกหุ่นยนต์

ระบบอัตโนมัติไม่ได้ใช้กับงานฝีมือที่มีทักษะต่ำเท่านั้น โดยหุ่นยนต์ยังแพร่หลายในส่วนของความคิดสร้างสรรค์ด้วย เช่น ในญี่ปุ่นได้มีการพัฒนา AI ให้เครื่องจักรสามารถเขียนเรื่องสั้นเข้าประกวดชิงรางวัลนิยายระดับชาติอย่าง Nikkei Hoshi Shinichi Literary Award จนได้รับเลือกให้ผ่านเข้ารอบแรกไปได้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ สามารถก้าวผ่านขีดจำกัดหลายๆ อย่างไปแล้ว

แน่นอนแล้วว่า อนาคตจะเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังทดลองชิปที่ฝังอยู่ในสมองของทหาร และ Elon Musk กล่าวว่าเขากำลังคิดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันในเชิงพาณิชย์ เมื่อพลังของเทคโนโลยีเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์จะมีพลังมากขึ้นกว่าหนึ่งพันเท่าในเวลา 20 ปี ซึ่งหุ่นยนต์จะทำงานได้มากยิ่งขึ้น

เหตุผลที่ 3: We’re Editing Genes

ในปี 2003 นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างแผนที่ทางพันธุกรรมของมนุษย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรารู้ได้อย่างแท้จริงว่ายีนอยู่ส่วนไหนและสามารถเริ่มติดตามความสามารถของพวกมัน เพียงสองปีต่อมาในปี 2005 รัฐบาลสหรัฐฯได้เริ่มรวบรวมโครงการแผนที่จีโนมมะเร็ง (Cancer Genome Atlas) ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดเป้าหมายทำลายมะเร็งได้โดยอาศัยการตกแต่งทางพันธุกรรม

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือใหม่ๆ ที่เรียกว่า CRISPR ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ไขยีนได้ง่ายและราคาถูก เป็นแนวทางในการยับยั้งไวรัส ควบคุมการทำงานของเซลล์ สร้างพืชที่ทนต่อโรคและแม้แต่วิศวกรรมของยีสต์ในการผลิตเอทานอลที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้

เทคโนโลยียังก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่า มนุษย์จะเริ่มแก้ไขรหัสชีวิตได้เมื่อใด แล้วจะหยุดที่ตรงไหน ? เราจะสามารถสร้างทารกที่ถูกออกแบบมา โดยมีสีตา มีสติปัญญา และลักษณะทางกายภาพตามที่กำหนดไว้ได้หรือไม่ ? เราควรจะเปลี่ยนยีนของยุงในแอฟริกาเพื่อไม่ให้เป็นพาหะนำโรค หรือไม่ ?

ในขณะที่แนวโน้มของเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เรามีในปัจจุบันหลายร้อยเท่า จะทำให้เกิดโอกาสที่เป็นไปได้ใหม่ๆ มากมาย แต่ก็ยังคงมีอันตรายแฝงอยู่ด้วย ดังนั้นระบบอัตโนมัติควรกำหนดลักษณะหุ่นยนต์ และกำหนดว่ายีนใดมีความปลอดภัยในการแก้ไขและที่ยีนใดที่ไม่ควรแก้ไขเพราะจะเกิดความเสี่ยง

มีหลักฐานว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามาแทนที่ตลาดแรงงาน และเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ในขณะที่เทคโนโลยีที่เร่งพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทำให้มนุษย์เราเริ่มเผชิญกับปัญหาที่เทคโนโลยีไม่สามารถช่วยเราได้ อย่างเช่น ความขัดแย้งทางสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจใหม่และจะนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองมากขึ้น

นอกจากนี้เรายังจะต้องเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับงาน เหมือนดังเช่นในการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อเครื่องจักรสามารถเข้ามาแทนที่แรงงานทางกายภาพได้ เทคโนโลยีใหม่ก็กำลังแทนที่งานด้านการจดจำ (cognitive) ดังนั้นมนุษย์จะต้องกลายเป็นคนเก่งมากขึ้นในสิ่งที่เครื่องจักรไม่สามารถทำได้ นั่นคือการจัดการกับมนุษย์ในมิติใหม่

ความจริงก็คืออนาคตของเทคโนโลยีที่จะฉลาดเกินกว่ามนุษย์ ในขณะที่เทคโนโลยีจะยังคงมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่พลังสมองของหุ่นยนต์รวมกันทั้งหมดจะฉลาดกว่าสมองของมนุษย์ทั้งหมดบนโลกรวมกัน…แต่โชคดีเหลือเกิน ที่การคาดการณ์ของ Kurzweil จะไม่เกิดขึ้นในขณะที่พวกเรามีชีวิตอยู่

Reference
[1] https://en.m.wikipedia.org/wiki/The_Singularity_Is_Near

[2] https://en.m.wikipedia.org/wiki/Ray_Kurzweil

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ประวัติ: http://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165
12 ตุลาคม 2560
www.เศรษฐพงค์.com




ความคิดเห็น