Google+ vs Facebook

 

บทความโดย @kafaak

ในตอนที่ผมเขียนแนะนำ Google+ ผมก็บอกแล้วว่า มันก็ประมาณว่าลอก Facebook มาไม่น้อยเลย แต่หลายๆ อย่างมันทำได้ดีกว่า ก็เลยเป็นการสมควรที่ผมน่าจะลองวิพากษ์วิจารณ์ดูว่า แต่ละภาคละส่วนของ Google+ เมื่อเทียบกับ Facebook แล้ว มันเป็นยังไง เหมือนกันยังไง ต่างกันตรงไหน และอะไรดีกว่าอะไรอย่างไรครับ  เชื่อว่ามีหลายคนที่อยากรู้แน่ๆ ลองมาแจกแจงกันดูเลยครับ (ยาวหน่อยนะ)

หน้าตาในภาพรวม

ดูรูปด้านล่างนี่ก่อนครับ … ให้เวลา 1 นาที ดูให้เต็มที่ แล้วเงยหน้ามาตอบกับตัวเองหน่อยว่า ดูเผินๆ จากเค้าโครงของ Google+ เทียบกับ Facebook แล้ว มันเหมือนกันมากน้อยแค่ไหน? สำหรับผมแล้ว มันเหมือนกันร่วม 70% เลยทีเดียวละครับ

อย่างน้อยๆ นะ ตัวหน้าเว็บก็แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซ้ายมือก็จะเป็นพวก Avatar (รูปแทนตัว) ของเรา แล้วก็ลิงก์ไปยังองค์ประกอบต่างๆ ของหน้าเว็บ และตรงกลางก็จะเป็นส่วนไว้สำหรับแสดงผลข้อความที่อัพเดตกัน  และขวามือก็จะเป็นการแสดงข้อมูลที่เหลือ เช่น รายชื่อเพื่อที่แนะนำว่าควรจะ Add พวกเขาไว้นะ

หลายๆ อย่าง Google+ ก็มีเหมือนกับ Facebook … แล้วจุดต่างล่ะ?

เดี๋ยวเรามาลองแจกแจงกันดูหน่อยดีกว่า ว่า อะไรบ้างที่ Google+ กับ Facebook มีเหมือนๆ กันนะครับ แล้ว Google+ ทำอย่างไรเพื่อให้มันเกิดความแตกต่างระหว่าง Google+ กับ Facebook บ้าง?

1. ทั้ง Google+ กับ Facebook ต่างก็แสดง Avatar ของผู้ใช้งานทั้งคู่

แบบนี้ถือว่า Google+ ลอกแบบ Facebook มาไหม? ไม่น่าจะใช้อ่ะ เพราะการใช้ Avatar แทนตัวนั้นเขามีกันมาตั้งนานนม ตั้งแต่สมัยโปรแกรมแชทอย่าง ICQ หรือ MSN Messenger แล้วละครับ ถ้าไม่มีให้ใส่นี่สิมันจะดูแปลกๆ

2. ทั้ง Google+ กับ Facebook ต่างก็มีส่วนแสดงข้อความอัพเดตเหมือนๆ กัน

การอัพเดตสถานะถือว่าเป็นองค์ประกอบหลักของทั้ง Google+ และ Facebook เลยทีเดียว ไม่มีไม่ได้ โดย Google+ เรียกว่า Stream ส่วน Facebook เรียก Wall ครับ …ทั้ง Stream และ Wall ต่างก็สามารถแสดงรูปภาพที่โพสต์ ให้เพื่อนๆ มา Comment หรือหากชอบใจ Facebook ให้ Like ได้ ส่วน Google ก็มี +1 ให้กด แต่ก็นะ ไม่ว่าจะเรียกว่า Like หรือ +1 แต่ปลายทางมันก็เหมือนๆ กันนั่นและ คือ ถูกใจหรือชอบใจก็กดไปซะเลยคนละที (อิอิ)

3. กล่องโพสต์ข้อความอัพเดตที่ทั้งเหมือนและแตกต่าง

คือโดยพื้นฐานนั้น ทั้ง Google+ และ Facebook ก็จะมีกล่องโพสต์ข้อความอัะเดตที่เหมือนๆ กันครับ สามารถโพสต์ “สถานะ”, “รูปถ่าย”, “ วิดีโอ” และ “ลิงก์” ได้ทั้งคู่ แถม ถ้าเป็นการโพสต์ลิงก์ละก็ ทั้ง Google+ กับ Facebook ก็จะดึงเนื้อหาของเว็บนั้นๆ มาพร้อมกับรูป

แต่ Google+ จะมีการแชร์พิกัดที่อยู่ได้ด้วยแม้จะเป็นการใช้งานผ่านบราวเซอร์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ Facebook นั้นจะมีการโพสต์ “คำถาม” โดยการสร้างโพลล์ได้ แต่ไม่ใช่ว่า Facebook จะโพสต์พิกัดที่อยู่ไม่ได้นะครับ แต่ต้องผ่าน Facebook App บน Smartphone แทน เพราะต้องอาศัยคุณสมบัติ GPS น่ะครับ

แต่ Google+ ใส่ลูกเล่นในเรื่องของตัวอักษรได้ดีกว่า เราสามารถเล่นตัวอักษรกับ Google+ ได้

  • หากพิมพ์ *ตัวหนา* จะได้ ตัวหนา
  • ถ้าพิมพ์ _ตัวเอียง_ จะได้ ตัวเอียง
  • พิมพ์ -ขีดฆ่า- ก็จะได้ ขีดฆ่า แบบนี้เลย

นอกจากนี้ Google+ ยังให้เราสามารถกำหนดได้ว่าจะมีใครบ้างที่จะเห็นข้อความที่เราโพสต์ เช่น หากกำหนดเป็น Public ก็หมายถึงใครก็เห็นได้หมด แต่หากกำหนดเป็น Circle ว่า Friends ก็หมายความว่าเฉพาะคนที่มีรายชื่ออยู่ใน Circle นี้เท่านั้นที่จะเห็น หรือหากกำหนดเป็นชื่อบุคคล ก็จะหมายถึงเฉพาะคนคนนี้ (หรือหลายๆ คน) เท่านั้นที่จะเป็น (เกี่ยวกับ Circle จะพูดถึงในหัวข้อที่ 5)

4. Facebook จำกัดการโพสต์ที่ 420 ตัวอักษร แต่ Google+ ไม่จำกัด

Facebook นั้นจำกัดจำนวนตัวอักษรของการโพสต์เอาไว้สูงสุดแต่ละครั้งที่ 420 ตัวอักษร ถ้าเกิดเราต้องการจะโพสต์อะไรที่มันยากกว่า 420 ตัวอักษร เราจะเหลือทางเลือก 2 ทาง คือ ทำให้มันสั้นลงซะ หรือไม่ก็แก้ให้ข้อความที่จะโพสต์กลายเป็นโน้ตไป

แต่จากที่ผมลองดูด้วย Google+ นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่จำกัดเลยว่าจะต้องกี่ตัวอักษร เพราะหากว่ามันยาวเกินไป Google+ ก็จะทำการแสดงเฉพาะบางส่วนของข้อความที่โพสต์ แล้วเพิ่มลิงก์ “Expand this post” เข้าไป เพื่อใครที่อยากอ่านแบบเต็มๆ ก็ค่อยคลิกเอา

5. Facebook เรียก Group ส่วน Google+ เรียก Circle

เชื่อเถอะครับว่าเมื่อคุณก้าวเข้าสู่โลกของ Social Networking แล้ว คุณจะมีเพื่อนเยอะมากมายชนิดที่คุณไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเพื่อนได้เยอะขนาดนี้ ดังนั้นการบริหารจัดการเพื่อนในรายชื่อจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทั้ง Google+ และ Facebook ต่างก็มีฟังก์ชั่นในการอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการรายชื่อเพื่อนมาให้ด้วย จะให้อธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรก็คงจะอ่านแล้วยืดเยื้อ ลองดูตารางเปรียบเทียบข้างล่างนี่ดีกว่า

Facebook Google+
วิธีการจัดกลุ่มเพื่อน Group Circle
วัตถุประสงค์ของการจัดกลุ่ม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสามารถใช้เลือกแชร์ข้อมูลได้ด้วย (แต่ฟังก์ชั่นนี้ถูกซ่อนไว้ในเมนู Drop-down รูปแม่กุญแจ) เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อใช้เลือกกลุ่มที่จะแชร์ข้อมูล
ขั้นตอนการใส่เพื่อนเข้ากลุ่ม - เลือกเพื่อน แล้วเลือกกลุ่มจากเมนู Drop-down- เลือกจัดกลุ่มได้ทีละคน- สามารถเลือกให้อยู่ในหลายๆ กลุ่มได้พร้อมๆ กัน- จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกันก่อน ถึงจะจัดกลุ่มได้ - เลือกเพื่อน แล้วลากลงมายัง Circle ที่ต้องการ- เลือกจัดกลุ่มได้คราวละหลายๆ คน แค่คลิกเลือกหลายๆ คนเท่านั้นเอง- สามารถเลือกให้อยู่ในหลายๆ Circle พร้อมๆ กันได้- ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกัน ก็เพิ่มเข้ามาใน Circle ได้ คนที่อยู่ใน Circle ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้งาน Google+ ด้วย ใช้แค่อีเมล์ก็พอ

ในการจัดกลุ่มของ Google+ นั้น Google สร้างแรงจูงใจให้ใช้ทำมากกว่า Facebook อยู่ 2 เรื่องครับ ได้แก่

  • ลูกเล่นในการจัดกลุ่มด้วยการลากแล้ววาง แถมยังสามารถเลือกเพื่อนหลายๆ คนมาใส่ใน Circle ได้พร้อมๆ กัน ช่วยประหยัดเวลาหากมีเพื่อนจำนวนมากๆ ความสะดวกนี้ช่วยทำให้น่าใช้
  • การจัดเพื่อนเข้า Circle นั้นทำเพื่อสร้างกลุ่มที่จะแชร์ข้อมูลด้วย เพราะในการโพสต์แต่ละครั้ง เราจะกำหนดได้ว่า จะให้ใครเห็นข้อความได้นั่นเอง ซึ่งทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้น

Update: ล่าสุด 7 ก.ค. 2554 (เวลาในไทย) ทาง Facebook ได้ปรับปรุงรูปแบบการจัดกลุ่มเพื่อนแล้ว ใช้งานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก แม้ Animation จะไม่สุดจ๊าบเหมือนกับ Circle ของ Google+ ก็ตาม (รายละเอียด และรูปประกอบ ดูที่หัวข้อที่ 8 นะครับ)

6. การกำหนดความเป็นส่วนตัวของโพสต์สำหรับ Google+ และ Facebook

สำหรับ Google+ นั้น ชัดเจนว่าเราสามารถกำหนดได้ว่าจะมีใครบ้างที่จะได้เห็นข้อความที่เราโพสต์ ดังนั้นเลยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบ Message ขึ้นมาให้วุ่นวาย แต่สำหรับ Facebook เราก็อาจนึกว่ามันทำแบบเดียวกับ Google+ ไม่ได้ ตอนแรกผมก็นึกเช่นนั้นครับ และรีวิวไปตามที่เข้าใจ แต่ต้องขอบคุณ @mehtaxz ผู้ก่อตั้งwww.facebookgoo.com ที่ช่วยแนะนำให้ทราบว่า แท้จริงแล้ว Google+ ก็เอาเรื่องการกำหนดความเป็นส่วนตัวของโพสต์ของ Facebook ไปปรับปรุง(อีกแล้ว)นั่นเอง

ตามความเข้าใจดั้งเดิมของเรานั้น จะทราบกันดีว่า Facebook เราสามารถกำหนดได้ว่าโพสต์ของเราจะถูกใครเห็นได้บ้างเห็นโดยกลุ่มคนที่เราเลือกไว้ในหัวข้อ Privacy Settings (ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว)

จากตรงนี้เราจะสามารถกำหนดได้ว่า ส่วนไหนของ Facebook จะให้ใครเห็นบ้าง และการตั้งค่าพวกนี้จะถูกนำไปใช้กับทุกๆ การโพสต์หรือการแชร์ในส่วนนั้นๆ ไปตลอดจนกว่าจะมีการปรับตั้งค่าเป็นอย่างอื่น

แต่ถ้าเราต้องการที่จะกำหนดให้ละเอียดกว่านั้น ตอนที่เราจะโพสต์ข้อความใหม่บน Wall ให้เราสังเกตดูจะเห็นว่ามันจะมีไอคอนรูปแม่กุญแจเล็กๆ อยู่ ซึ่งจะเป็นเมนู Drop-down ให้เรากำหนดค่าความเป็นส่วนตัวอย่างละเอียดเพิ่ม ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เห็นทุกคน หรือจะเฉพาะเพื่อนของเพื่อน หรือเพื่อนเท่านั้น หรือจะปรับแต่งเลือกเฉพาะรายบุคคล หรือจะเลือกเฉพาะกลุ่มที่เราอยากให้เห็นก็ทำได้เช่นกัน

Google+ ก็เอาคุณสมบัตินี้มาปรับปรุงซะใหม่ แทนที่จะซ่อนไว้เป็นรูปแม่กุญแจ (จนหลายๆ คนไม่ทันนึกถึงว่ามีการปรับตั้งค่าแบบนี้อยู่) ก็เลยเอามาไว้ข้างนอกซะเลย เห็นกันชัดๆ แต่ก็ต้องระวังนะครับ เพราะว่าทุกครั้งที่เราจะแชร์อะไรก็ตาม ต้องให้มั่นใจให้ดีๆ ว่าเรากำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นข้อความไว้ถูกต้องแล้วนะ เพราะโดยค่า Default แล้ว Google+ จะจำการตั้งค่า Share สุดท้ายเอาไว้ครับ การโพสต์อย่างไม่ระวัง อาจทำให้ความลับที่เรากะว่าจะเห็นกันแค่เรากับกิ๊ก ก็อาจจะหลุดไปถึงทุกๆ คนที่ตามอ่าน Stream ของเราอยู่ก็เป็นได้นะครับ

นอกจากนี้ใน Google+ นั้นข้อความที่ถูกโพสต์ไปโดยมีการกำหนดกลุ่มผู้ฟังเอาไว้ เราจะเห็นว่ามันจะขึ้นคำว่า Limited ตรงท้ายของชื่อของผู้โพสต์และเวลาที่โพสต์ และแม้ว่าเราจะสามารถคลิกที่ปุ่ม Share เพื่อจะแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้ มันก็จะมีการแจ้งเตือนว่าข้อความนี้ถูกแชร์แบบจำกัดผู้ฟังเอาไว้ หากจะแชร์ก็ขอให้คิดให้ดีๆ ก่อน แต่ถ้าไม่ต้องการให้ใครแชร์ต่อไปเลยนั้น Google+ ก็คิดถึงตรงนี้เอาไว้เช่นกันครับ

บ่อยครั้งเช่นกันที่ข้อความที่ควรจะเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวของเราต้องหลุดและแพร่กระจายไปว่อน Social Network มันมาจากการแชร์จากเพื่อนสู่เพื่อนเหมือนกับการพูดปากต่อปาก ตรงนี้ Google+ ได้จัดการให้เราสามารถกำหนดได้ว่าข้อความที่เราจะโพสต์นั้น จะมีใครมา Comment ต่อได้ไหม (บางข้อความที่เราโพสต์เราแค่อยากระบาย แต่ไม่ได้อยากฟังความเห็นจากใครนิ) หรือไม่อยากให้ใครแชร์ต่อไป

7. Google+ คือ Twitter ในรูปแบบของ Facebook

สำหรับ Facebook นั้น เราจะต้องเพิ่มเพื่อนเข้ามาก่อน และเขาต้องตอบรับการขอเป็นเพื่อนของเราก่อน เราถึงจะสามารถเห็นข้อความที่พวกเขาโพสต์ได้ แต่สำหรับ Google+ นั้นไม่จำเป็นเลย มันออกแนวๆ Twitter ครับ เราสามารถเลือกหาคนที่เราอยากจะเห็นข้อความที่โพสต์ แล้วก็เพิ่มเข้ามาใน Circle ของเรา เพียงเท่านี้ก็จะสามารถติดตามข้อความที่พวกเขาจะโพสต์ได้แล้ว และเช่นเดียวกัน หากใครมาเพิ่มเราเข้าไปใน Circle ของเขา พวกเขาก็จะเห็นข้อความที่เราโพสต์เช่นกัน … การควบคุมไม่ให้พวกเขาเห็นข้อความที่เราโพสต์ก็ต้องอย่าระบุข้อความที่โพสต์เป็น Public ครับ

ใน Google+ เราจึงจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราเข้าไปดูในส่วนของ Circle แล้ว เราจะเห็น People in your circles ซึ่งก็เทียบได้กับ Following ของ Twitter ครับ และ People who’ve added you ซึงก็คือ Followers ของ Twitter เรานั่นเอง และแน่นอนว่าเราก็สามารถที่จะเลือก Mute คนที่เราไปเพิ่มเข้ามาใน Circle ได้หากเราไม่อยากได้ยินอะไรจากเขา หรือจะบล็อกไม่ให้คนที่เพิ่มเราเข้าไปใน Circle ของเขา เข้ามาเห็นข้อความเราได้ นี่คือการที่ Google นำจุดเด่นของ Twitter เข้ามาเสริมในสิ่งที่ Facebook ทำได้ดีอยู่แล้ว และนี่คือการประกาศศึกระหว่าง Google+ กับ Facebook และ Twitter ไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว

และเพราะความที่เป็นเหมือน Twitter นั่นเอง ทำให้เราไม่สามารถจะเข้าไปโพสต์อะไรลงบน Stream ของหน้าของเพื่อนๆ ของเราได้ละครับ ซึ่งในขณะที่ Facebook นั้น เราสามารถที่จะเข้าไปเขียน ไปโพสต์อะไรบนหน้า Wall ของเพื่อนของเราได้

8. Chat ใน Google+ และ Facebook

Update: ก่อนหน้านี้ (ก่อนวันที่ 7 ก.ค. 2554) ผมบอกว่า Google นั้นได้เปรียบกว่า Facebook ตรงที่บนหน้าเว็บของ Google+ และ Facebook ต่างก็มีคุณสมบัติในการให้แชทกันได้ผ่านหน้าเว็บทั้งคู่ครับ แต่ Google+ ได้เปรียบตรงที่เลือกใช้ระบบแชทของ Gtalk มาเลย ดังนั้นก็เลยใส่พวก Emoticon ได้ สามารถทำ Voice Chat ได้ หรือแม้แต่ Video Chat ก็ทำได้เลย ส่วน Facebook Chat นั้นมาตรฐานจะได้แค่ข้อความเฉยๆ เท่านั้น

แต่เมื่อหลังจากวันที่ 7 ก.ค. 2554 มานี่ Facebook เพิ่งทำการอัพเกรดให้ระบบแชทดูดียิ่งขึ้น เท่าที่เห็นนี่ก็ใส่ Emoticon ได้แล้ว แต่ไม่ต้องเลือกนะ แค่พิมพ์สัญลักษณ์ Emoticon มาตรฐาน เช่น :) :( :p -_- อะไรแบบนี้เป็นต้น มันจะเปลี่ยนให้เอง

เห็นเขาว่าจะทำ Group Chat ได้ด้วย โดยสามารถเลือกเพิ่มเพื่อนเข้ามาร่วมแชทเป็นรายบุคคลก็ได้ หรือจะเรียกมาทีเป็นกลุ่ม (จากเพื่อที่เราจัด Group เอาไว้) ก็ได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ ผมยังไม่เห็นว่าคนไทยจะได้ใช้กัน (ใช่ซี่ คนไทยเรามันลูกเมียน้อย ใช้ Facebook เป็นแค่ลำดับ 18 ของโลก ฮึฮึ)

ไม่ใช่แค่ในส่วนของหน้าจอแชทนะครับ แต่ในส่วนของหน้าต่างรายชื่อเพื่อนสำหรับการแชท ก็มีการปรับปรุงด้วย

ที่สำคัญ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดกลุ่มเพื่อนแล้ว โดยเราสามารถทำได้จากหน้าต่างแชทนี่เลย แค่เลื่อนเมาส์ไปไว้เหนือชื่อกลุ่มที่เราเห็น มันจะมีคำว่า “Edit” หรือ “แก้ไข” เล็กๆ ขึ้นมา พอคลิกแล้ว เราจะเห็นหน้าจอเล็กๆ เหมือนรูปขวามือนี่ ซึ่งเราสามารถที่จะเพิ่มเพื่อนลงไปในกลุ่มได้เลย โดยคลิกเลือกทีละคน หรือหาไม่เจอเพราะเพื่อนเยอะไป ก็มีกล่องให้ค้นหาโดยพิมพ์ชื่อเอาไว้ เลือกครบหมดแล้วก็คลิก “บันทึกรายการ” เป็นอันเรียบร้อย … เรียกว่า ง่ายกว่าเดิมเยอะ

อีกอันที่ Facebook งัดมาชนกับ Google+ เลยก็คือ Video Chat นี่แหละครับ แต่แทนที่จะทำเอง ก็ไปร่วมมือกับ Skype ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ VoIP และ Video Call ที่ได้ชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลกรายหนึ่ง … ตอนนี้ Engadget ถึงขนาดเรียกว่า Skype มาสู่ Facebook และ Facebook ไปสู่ Skype เลยเพราะผู้ใช้ Facebook ก็สามารถทำ Video Call ผ่าน Skype ได้จากหน้าจอ Facebook และ ผุ้ใช้งาน Skype ก็สามารถค้นหาเพื่อนบน Facebook ได้จากโปรแกรม Skype ละครับ

อยากเห็นว่าหน้าตาของการทำ Video Call ผ่าน Skype เป็นยังไง ก็ไปดู Screenshot ของทาง Engadget ได้ครับ … ผมก็อยากจะลอง Video Call นี่แล้วเก็บ Screenshot มาฝากท่านผู้อ่านอยู่ แต่ยังน่าเสียดายอยู่ว่าเหมือนคุณสมบัตินี้จะยังไม่พร้อมให้คนไทยใช้งานครับ คงต้องรอไปอีกซักสัปดาห์อย่างที่พี่มาร์คแกประกาศไว้

 

9. ระบบ Notification ของ Google+ ทำได้ดีกว่า Facebook อยู่หลายขุม

ทั้ง Google และ Facebook ต่างก็มีระบบ Notification ด้วยกันทั้งนั้น แต่ในขณะที่ Facebook นั้นเมื่อคลิกที่ Notification แต่ละอันแล้ว มันจะ Refresh หน้าเว็บไปที่ข้อความใน Notification ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานต้องวุ่นวายกับการกลับไปกลับมาระหว่างหน้าเว็บ … Google+ ปรับปรุงในส่วนนี้ ด้วยการให้แสดงรายละเอียดของ Notification ในส่วนของ Notification Box ไปเลย ดังนั้นหากมันเตือนว่ามีใครเพิ่มเราเข้าไปใน Circle ของพวกเขา เราก็สามารถดูและเลือกเพิ่มพวกเขาไปยัง Circle ของเราได้ หรือจะบล็อกพวกเขาก็ได้ หากเราไม่อยากให้เขามาตามเราจริงๆ … หากระบบ Notification เตือนว่ามีคนมา Comment หรือมา +1 ข้อความของเรา เราก็สามารถเข้าไปตอบกลับได้จาก Notification Box เลย

10. Mobile App ของ Google+ กับ Facebook

ตอนนี้ Google+ มีแค่ App ในเวอร์ชัน Android และผมก็ไม่แน่ใจว่า Apple จะยอมให้ Google ปล่อยให้ดาวน์โหลด App เวอร์ชัน iOS ไหมอะนะ แต่ Facebook นั้นมีทั้งเวอร์ชันบน Android และ iOS และระบบปฏิบัติการอื่นๆ อีก เช่น Symbian และ BlackBerry ดังนั้นในแง่ของ Mobile App แล้ว Facebook ได้เปรียบอยู่หลายขุม … แต่มองอีกแง่นึง Google ก็เก่งกาจสามารถพอที่จะทำ Mobile Web Version ของบริการต่างๆ ของตัวเองให้แสดงผลบน Smartphone ในระบบปฏิบัติการต่างๆ ได้สบายๆ อ่ะนะ ก็ต้องรอดูต่อไป

จุดเด่นของ Google+ ที่เหนือกว่า Facebook ณ ตอนนี้คือ มี Huddle มาให้ด้วย ซึ่งเป็นฟีเจอร์ในการแชท คล้ายๆ กับโปรแกรมพวก Whatsapp หรือ iMessage ของ Apple อ่ะนะครับ แต่ว่าตอนนี้ยังได้แค่แชทกันเป็นข้อความเฉยๆ จะใส่ลูกเล่นอื่นๆ ยังไม่ได้ครับ แต่ในอนาคตนั้น เชื่อว่า Google น่าจะมีการปรับลูกเล่นใส่เข้ามาอีกเยอะเลยละครับ … อ้อ! ที่สำคัญ ณ ตอนที่กำลังเขียนบล็อกตอนนี้อยู่ Google+ App for Android นั้นยังไม่มีให้ดาวน์โหลดบน Android Market ในประเทศไทยนะครับ ต้อง Root เครื่องแล้วใช้โปรแกรมอย่าง Market Enabler เพื่อไปดาวน์โหลดจาก Android Market สหรัฐอเมริกา ไม่ก็หาไฟล์ .apk มาติดตั้งเองครับ

สิ่งที่ Facebook มี แต่ Google+ ยังไม่มี

Google+ แม้จะเหมือน Facebook อยู่หลายส่วน แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ Facebook มีแต่ Google+ ยังขาดอยู่ครับ เท่าที่ผมสังเกตก็มี

1. โฆษณาออนไลน์

จริงๆ แล้ว Google จะเอา Adsense มาลง Google+ ก็ได้ แต่ยังไม่ทำ ถ้าให้เดา คงไม่ใช่เพราะว่ามันยังอยู่ในช่วง Limited Field Test หรอกครับ แต่ผมว่า Google อาจกำลังซุ่มเงียบทำโมเดลโฆษณาออนไลน์ที่เหมาะสมสำหรับ Google+ อยู่ก็เป็นได้ และในระหว่างนี้ก็รอให้ผุ้ใช้งานเชิญกันเองไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มฐานผู้ชมโฆษณาไป (เหมือนตอนที่ Facebook เกิดใหม่ๆ ก็ค่อยๆ เปิดให้มหาวิทยาลัยโน้นนี้ได้ใช้เพิ่มไปเรื่อยๆ และก็หลายปีอยู่ กว่าที่จะให้ใครก็ได้มาสมัครใช้)

ComScore เผยตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดของ Online Ads ในสหรัฐอเมริกา เห็นชัดเจนเลยว่า Facebook นั้นมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ถึง 31.2% ซึ่งห่างกับอันดับสองอย่าง Yahoo! มากถึง 3 เท่าตัว ยิ่งรายย่อยอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า แนวทางการทำโฆษณาของ Facebook ซึ่งอาศัยข้อมูล Profile ของผู้ใช้งานเข้ามาเป็นตัวคัดกรองให้โฆษณาสามารถไปถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างจริงจังนั้น เป็นแนวทางที่น่าจะถูกต้องอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อ Google ออกตัว Google+ มาแล้ว ก็เชื่อได้ว่าน่าจะอาศัยช่องทางนี้แหละ ทำโมเดลโฆษณาออนไลน์คล้ายๆ หรือดีกว่า Facebook ออกมาอย่างแน่นอน

2. Fan Page

จุดแข็งอีกอย่างของ Facebook ก็คือการมี Facebook Fan Page ไว้ให้ใช้ครับ Fan Page นั้นต่างจาก Profile ตรงที่มันมีความเป็นสาธารณะมากกว่า ดังนั้นใครก็ตาม หรือแบรนด์ใดก็ตามที่อยากจะมีหน้าเว็บ Social เป็นของตัวเอง ก็สามารถใช้สมัครใช้ Fan Page นี้ได้

อย่างผมเองก็มี Fan Page กับเขานะ ที่http://www.facebook.com/kafaakBlog ไง อย่าลืมไปกด Like กันล่ะครับ ฮาฮา

ที่ต้องให้มี Fan Page นั้นก็มาจากการที่หน้า Profile นั้นเพิ่มเพื่อนได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 คนเท่านั้น และมันยังมีเรื่องการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหยุมหยิม แต่ขาดความสามารถในการบริหารจัดการหลายๆ อย่างด้วย

ด้าน Google นั้นเป็นยังไงบ้าง? สำหรับองค์กรแล้ว Google มีบริการสร้างเว็บไซต์คือ Google Sites อยู่แต่ว่ายังไม่ได้นำมาผนวกเข้ากับ Google+ นี้ และผมก็ยังเดาทางไม่ออกว่า Google จะเอาเข้ามาผนวกหรือไม่ หรือว่า Google ตั้งใจว่าการที่ออกแบบมาให้มีคุณสมบัติสามารถไปเอาใครก็ได้มาอยู่ใน Circle ของเรา ซึ่งคล้ายกับ Twitter อยู่แล้ว มันก็คือคล้ายๆ กับการมี Fan Page กลายๆ อยู่แล้ว เพราะองค์กรสามารถสมัครใช้ Google+ ได้ และใช้เป็น Fan Page ได้เลย

Update [3/7/2554 21:35] - ล่าสุดมีข่าวว่า Google สัญญาแล้วว่าจะให้มี Business Profile Page ด้วย

3. API ยังมาไม่ถึง

จุดแข็งอีกอย่างของ Facebook ตอนนี้ คือ FBML (Facebook Markup Language) ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาต่างๆ สามารถสร้างเว็บแอปพลิเคชั่น หรือ โปรแกรมบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ ขึ้นมาแล้วเชื่อมโยงเข้ากับ Facebook ได้ แต่ตอนนี้ Google+ เพิ่งเกิดมาหมาดๆ เลยทำให้ยังไม่มี API หลุดออกมาในตอนนี้ แต่ว่า Google ก็ได้เปิดหน้าแบบฟอร์มสำหรับนักพัฒนาเพื่อลงทะเบียนรับข่าวสารเพิ่มเติมในอนาคตอยู่ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคตอันใกล้นี้ นักพัฒนาก็จะได้มีอีกแพลตฟอร์มที่ต้องเรียนรู้เพิ่มละครับ

ถ้าเกิด API เปิดออกมาแล้ว และสามารถผนวกเข้ากับ Google+ ที่มี เพื่อสร้างหน้าเว็บเป็นของตัวเองได้ สร้างเว็บแอปพลิเคชั่นเพื่อใช้ในกิจกรรมโปรโมชั่นต่างๆ ได้ละครับ

4. Social Games

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Facebook ดังเป็นพลุแตกก็คือ เมื่อ Facebook เปิด API ให้นักพัฒนาเชื่อมโยงแอปพลิเคชั่นของตนเข้ากับ Facebook ปุ๊บ ก็มีบริษัทพัฒนาเกมที่เรียกว่า Social Game ขึ้นมา แล้วก็เกิดความนิยมเป็นพลุแตกเลย

ตอนนี้ Google+ เพิ่งเปิดตัวมา และก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมี Social Game อยู่ตรงไหน และยังไง แต่ว่าจากการที่ Google อุตส่าห์ไปลงทุนหลายร้อยล้านเหรียญเพื่อซื้อกิจการของบริษัท Slide ที่เป็นบริษัทพัฒนา Social Game มา ก็เป็นสัญญาณว่า Google ก็เตรียมจะสร้าง Social Game ของตัวเองแล้ว … ตอนนี้ปัจจัยทุกอย่างก็เกือบพร้อมแล้ว เหลือแต่รอดูผลผลิตครับ

5. Alias สั้นๆ สำหรับใช้เรียกหน้าเพจของเรา

สำหรับ Facebook ตอนนี้เราสามารถกำหนดชื่อเรียกหน้า Profile ของเรา หรือหน้า Page ของเราได้ หากเราผ่านเงื่อนไขของ Facebook (เช่น หน้า Page ต้องมีคนมากด Like มากกว่า 25) ดังนั้น หน้า Profile ของผมก็คือhttp://www.facebook.com/kafaak หรือหน้า Fan Page ของผมก็คือ http://www.facebook.com/kafaakBlog แต่ถ้าเป็น Google+ ตอนนี้ หน้าเว็บ Profile ของผมคือ https://plus.google.com/101821743698127171541/ ครับ แต่เชื่อว่าหลังจากเปิดเป็น Public ให้ใครต่อใครเข้ามาใช้บริการได้แล้ว ก็คงจะมีการให้กำหนด Alias ได้ครับ

และทั้งหมดนี่ก็คือการเปรียบเทียบ Google+ กับ Facebook ในสายตาของผมครับ … ท่านผู้อ่านท่านใดมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันข้อมูลเพิ่ม ผมยินดีเสมอครับในหน้า Comment

บทความโดย : คงเดช กี่สุขพันธ์ (@kafaak)

นักเขียนจากนิตยสาร PC-Today และบล็อกเกอร์ นานาสาระกับนายกาฝาก

บทความที่เกี่ยวข้อง:

ความคิดเห็น